ปัจจุบันมีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลหนึ่งที่มีเครื่องสำคัญยศประกอบ  ซึ่งหลาย ๆ  ท่านคงจะได้เคยผ่านตากันมาบ้าง  และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลดังกล่าวก็คือ  ตระกูลจุลจอมเกล้า  เครื่องสำคัญยศดังกล่าวได้แก่ พานพระศรีทองคำลายสลักเครื่องพร้อม คณโฑทองคำลายสลักพร้อมสร้อยโยง และพานทองคำลายสลักรองคณโฑ  นอกจากนี้ยังมีเสื้อครุยบรรดาศักดิ์ตามชั้นยศสำหรับฝ่ายหน้า และฝ่ายในที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งได้แก่ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ทั้งที่เป็นเจ้าฟ้าทรงกรม และเป็นเจ้าฟ้า  ทั้งนี้มีต้นเค้ามาจากประเพณียศศักดิ์ที่มีมายาวนาน นับแต่อาณาจักร  สุโขทัยอาณาจักรศรีอยุธยา  จนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถือเป็นประเพณียศศักดิ์ของคนไทย  ในระบบเจ้าผู้ครองแผ่นดิน  หรือพระมหากษัตริย์ในแต่ละยุคนับเป็นประเพณีและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน  แม้ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ก็นับเป็นเวลายาวกว่านานกว่า 200 ปี  อย่างไรก็ตามเครื่องสำคัญยศ ก็คือ เครื่องประกอบพระอิสริยยศ อาจกล่าวได้ว่า พระอิสริยยศ คือพระยศที่พระเจ้าแผ่นดินสถาปนาขึ้น  การสถาปนาพระอิสริยยศเจ้านายในราชตระกูลนั้น  นอกจากสถาปนายศให้มีพระยศสูงขึ้นทางสกุลยศ คือยกหม่อมเจ้าขึ้นเป็นพระองค์เจ้า ยกพระองค์เจ้าขึ้นเป็นเจ้าฟ้าแล้ว มีการสถาปนาพระอิสริยยศอีกอย่างหนึ่ง คือสถาปนาเจ้านายในราชตระกูล ตั้งแต่พระองค์เจ้าขึ้นไปให้เป็นเจ้าต่างกรม คือ ให้มียศเป็นกรมหมื่น กรมขุนกรมหลวง กรมพระ กรมพระยา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการสถาปนาพระยศเจ้านาย มาตั้งแต่เริ่มสร้างพระราชวงศ์จักรีในรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2351 แต่อย่างไรก็ตามประเพณียศศักดิ์เหล่านี้สืบเนื่องมาจากกฎมณเฑียรบาลที่ได้ตราขึ้น

                   นอกจากการสถาปนาพระยศเจ้านายแล้ว การปกครองบ้านเมืองพระเจ้าแผ่นดินต้องส่งผู้ที่ไว้วางพระทัยออกไปเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของราษฎร  ต่างพระเนตรพระกรรณ และผู้ที่ออกไปดูแลทุกข์สุขของราษฎรแต่เรียกกันว่า ขุนนาง นั้น เป็นบุคคลธรรมดาที่พระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งแต่  ซึ่งได้แก่ เจ้าพระยามหาอุปราช  เจ้าพระยาจักรีที่สมุหนายกซึ่งเป็นหัวหน้าราชการฝ่ายพลเรือน และเจ้าพระยาอัครมหาเสนาบดีสมุหกลาโหม  หัวหน้าข้าราชการฝ่ายทหาร  รองจากนี้ก็จะเป็นเสนาบดีชั้นจตุสดมภ์  ซึ่งประกอบด้วย กรมเมือง (เวียง) กรมวัง กรมพระคลัง กรมนา  นอกนั้นจะเป็นข้าราชการที่เป็นเจ้ากรมเจ้าเมือง ชั้นเอก ชั้นโท ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องบรรดาศักดิ์ ดังนั้นบรรดาศักดิ์คือฐานะของขุนนางที่พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานปูนบำเหน็จให้แก่ผู้มีความชอบ  เมื่อมีบรรดาศักดิ์แล้วจำเป็นต้องมีเครื่องสำคัญ  บรรดาศักดิ์ประกอบ  เช่นเดียวกับการสถาปนาพระยศเจ้านาย  แต่ในการพระราชทานบรรดาศักดิ์ข้าราชการนี้ ยังมี”ศักดินา” ประกอบด้วย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ประทานเหตุผลไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารพระราชหัตถเลขาเล่ม 1 ว่า น่าจะตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถซึ่งมีข้อความดังนี้ “ศุภมัศดุ 1298 สุนักข สังวัจฉร กาฬะปักษะยทัศมี ดฤษถีอาทิตยวาร พระบาทสมเด็จพระบรมไตรโลกนายกโลก ผู้เป็นเจ้าเกล้าภูวมณฑล สกลอาณาจักรอัคบุริโสดม บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว สถิต ณ พระที่นั่งเบญจรัตนมหาปราสาท โดยบูรพาภิมุข  จึงเจ้าพระยาธรรมาธิบดีศรีรัตนมณเฑียรบาล กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระอนุชาธิราช พระราชกุมาร พระราชบุตร พระราชนัดดาท้าวนางพระสนม  และจะไว้ศักดิ์ดังฤา

                   จึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่า
                       สมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงศักดินา  20,000
                       สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  ทรงศักดินา  15,000

                   ข้อความดังยกมาแสดงว่า เจ้าพระยาธรรมธิบดีรู้จักอยู่แล้วว่า ศักดินาคืออะไร และก็อาจจะมีคนมีศักดินาอยู่แล้ว  ขาดแต่พระอนุชาธิราช  พระราชกุมาร พระราชนัดดา ท้าวนางพระสนมจึงกราบบังคมทูลถามขึ้น

                   อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อขัดแย้งอยู่  เมื่อพบว่ากฎหมายลักษณะอาญาหลวง  ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง เมื่อ พ.ศ. 1895 ได้กล่าวถึงศักดินาไว้เป็นความว่า “อนึ่ง แต่นา10,000 ลงมาถึง 20 ถ้ายังเป็นพาล ยังถึงฝึกสอนแลผิดด้วยการละเมิดพระอาญาแต่ที่หนึ่งพึงให้ทรงพระกรุณาภาคทัณฑ์ไว้  ความข้อนี้แสดงชัดว่า ศักดินามีมาแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง  ดังนั้นกฎมณเฑียรบาลซึ่งได้รวมเอาการกำหนดเมืองถวายดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง และเมืองถือน้ำพระพิพัฒสัตยา กำหนดศักดิ์พระราชกุมาร  พระราชนัดดา กำหนดศักดิ์ ผู้มีศักดินา  ว่าด้วยระเบียบประเพณีวัง ว่าด้วยพระราชพิธีพระราชนุกิจ  พระราชนุกิจถานาเทวี ว่าด้วยกุมารศักดิ์ ว่าด้วยการลงโทษ  ราชบุตร ราชนัดดา พระสนม  หรือสตรีอันพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเป็นราชพัทยาแก่ราชกุมาร  ราชนิกุล และข้าราชการ

                   กฎมณเฑียรบาลฉบับนี้เข้าใจว่า จะใช้กันมาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา  เพราะไม่มีหลักฐานว่าได้ตราฉบับใดขึ้นอีก  แต่จะได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือต่อเติมบทใด  ในฉบับเดิมบ้างหรือไม่ ไม่มีหลักฐานปรากฏเช่นเดียวกัน

                   ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  ให้ชำระสะสางกฎหมายเก่าประมวลขึ้นไว้ใช้ในการพิพากษาอรรถคดีในแผ่นดิน เมื่อ พ.ศ.2347และได้เรียกกฎหมายฉบับนั้นว่า “กฎหมายตราสามดวง” ซึ่งมีกฎมณเฑียรบาล ศักราช 720 รวมอยู่ด้วยแสดงว่ายังมีกฎมณเฑียรบาลศักราช 720 ซึ่งรวมถึงทำเนียบศักดินา เป็นกฎหมายสำหรับแผ่นดิน และยังไม่ปรากฏว่ายกเลิกในสมัยใด

                   ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นอันเชื่อได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริไว้ว่า กฎมณเฑียรบาลตราขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง เมื่อจุลศักราช 722

                   ดังนั้นในการเขียนเรื่องเครื่องยศ เหรียญตรา บรรดาศักดิ์นี้ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในหลักธรรมเนียมการปกครองแผ่นดิน ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ซึ่งนับเป็นบุญญาธิการขององค์พระมหากษัตริย์ที่ทำให้ชาติไทยมีอาณาจักรรุ่งเรือง และมีความเป็นไทยมาจนทุกวันนี้ และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดเหรียญตรา ตราประจำตำแหน่งที่เป็นต้นกำเนิดของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นที่รู้จักกันทุกวันนี้ ทั้งนี้ในหนังสือเล่มนี้จะได้กล่าวเฉพาะเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เป็นตระกูลสำคัญ และยังไม่มีผู้รู้จักกันดี รวมถึงต้นเหตุหรือที่มาของการสร้างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดังกล่าว ซึ่งน่าจะได้กล่าวถึง ตราดวงเดียว ที่มีพระบรมราชานุญาตให้ประดับอกเสื้อได้  ตราที่กล่าวนั้นคือ เหรียญทองตรามงกุฎ ทำด้วยทองคำน้ำหนัก 4 บาท ผลิตในปี พ.ศ.2407 ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 60 ทำด้วยทองคำ และเงิน และพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมแต่โบราณมักมีการพระราชทานเงินกับทองเป็นคู่กันเสมอ ตามตำแหน่งและยศศักดิ์ของผู้ได้รับพระราชทาน  ซึ่งนับเป็นเหรียญตราอันแรกที่ทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้ประดับอกเสื้อได้  สำหรับผู้ที่ได้รับพระราชทาน

                   อย่างไรก็ตามเมื่อได้กล่าวถึงพระราชกรณีกิจในการก่อกำเนิดเหรียญตราของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น่าจะได้กล่าวถึงพระอัจฉริยะในการปฏิรูปเงินตราและระบบของเงินตราที่ใช้อยู่ในขณะนั้นให้สอดคล้องกับฐานะเศรษฐกิจทางการเงินของประเทศ ที่มีพ่อค้าชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายด้วยการนำสำเภาและเงินตราของแต่ละประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการปริวรรตเงินตราขึ้นในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2399 โดยกำหนดให้เงินตราต่างประเทศ 100 เหรียญแลกเงินบาทได้สองชั่ง ตำลึงกึ่ง หรือ 166 บาท ถ้าเทียบกับปัจจุบันคือการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามพันธะของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก

                   นอกจากเครื่องประกอบพระอิสริยยศ และเครื่องสำคัญยศแล้ว ยังมีตราประจำตัว ประจำตำแหน่ง ซึ่งเดิมมีประเพณีพระราชทานพระราชลัญจกรไปเป็นเกียรติยศ พระราชลัญจกรที่พระราชทานไปนี้ เมื่อพระราชทานไปแล้วไม่เรียกว่าพระราชลัญจกร ผู้ที่ได้รับพระราชทาน ถ้าเป็นตราประจำตัว เมื่อไม่มีตัวแล้วก็ต้องส่งคืน ถ้าเป็นตราประจำตำแหน่ง เมื่อเลิกตำแหน่งแล้วก็ต้องส่งคืนเช่นกัน เมื่อครั้งยังมีพระราชประเพณีทรงตั้งฐานันดรยศเจ้านายและข้าราชการก่อนมีสุพรรณบัฏ หิรัญญบัฏ และสัญญาบัตรใช้หมายสั่งตั้งให้ใครเป็นอะไร จึงทำให้เข้าใจว่าการตั้งเสนาบดี ย่อมสำเร็จด้วยพระราชลัญจกรเป็นตราตำแหน่ง เป็นอันว่าเสนาบดีได้รับพระราชทานอำนาจเต็มตามหน้าที่อันมีกฎพระธรรมนูญ ครั้นมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประเพณีทรงตั้งข้าราชการด้วยพระราชทินนาม อันจารึกในพระสุพรรณบัฏ หิรัญญบัฏ และสัญญาบัตร เป็นสำคัญ ส่วนพระราชลัญจกรสำหรับตำแหน่งเสนาบดีรับมอบกันเอง

                   ในปัจจุบันการเฉลิมพระเกียรติเจ้านาย ก็ยังเป็นราชประเพณีปฏิบัติ ส่วนการแต่งตั้งเสนาบดีให้มีบรรดาศักดิ์ถือเป็นธรรมเนียมที่ได้ยกเลิกไปตามกาลสมัย  ตามวิถีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองแผ่นดิน แต่การพระราชทานเครื่องสำคัญยศ สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตระกูลจุลจอมเกล้าก็ยังคงมีอยู่แต่มิได้พระราชทานให้ไปเก็บไว้ส่วนตัว เพียงแต่ อนุญาตให้ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกได้เท่านั้น

                   และเพื่อให้ความนำเรื่องสมบูรณ์ สมควรจะได้กล่าวถึงฐานันดรแห่งพระราชวงศ์ในปัจจุบันถือว่า พระยศ “เจ้าฟ้า” เป็นพระยศสูงสุดของเจ้านายในราชตระกูล และตามโบราณราชประเพณีเท่าที่เป็นมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ผู้ที่จะดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้าได้นั้นมีดังนี้
                    1. เมื่อพระมหากษัตริย์ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ โดยการปราบดาภิเษกประดิษฐานพระราชวงศ์ขึ้นใหม่ ย่อมทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ ในอันที่จะทรงสถาปนาพระประยูรญาติสนิท หรือบุคคลที่สมควรขึ้นเป็นเจ้าฟ้า หรือเป็นเจ้านายในราชตระกูลชั้นหนึ่งชั้นใดสุดแต่จะทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควร
                    2. เมื่อพระมหากษัตริย์ได้เสด็จขึ้นผ่านพิภพโดยการสืบพระราชสันตติวงศ์ ถ้าเป็นพระเชษฐาพระเชษฐภคินี พระขนิษฐา  พระอนุชา  ที่ร่วมพระราชชนนีเดียวกัน ยังมิให้ดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์ อาจทรงสถาปนาพระอิสริยยศ ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าได้
                    3. พระราชโอรส พระราชธิดา ของพระมหากษัตริย์ที่ประสูติ แต่พระอัครมเหสีดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้าได้
                    4. พระราชโอรส พระราชธิดา ของพระมหากษัตริย์ที่ประสูติแต่ พระชนนีที่มีพระยศต่ำกว่าพระองค์เจ้า หรือ แม้แต่ที่เป็นสามัญชน หากได้รับการสถาปนาให้มีพระยศเป็นตั้งแต่พระองค์เจ้าหรือเทียบเท่าขึ้นไป ก่อนที่จะประสูติพระราชโอรส พระราชธิดา พระราชโอรส พระราชธิดาก็ดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้าแต่ประสูติ
                    5. พระโอรส พระธิดา ในสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง ซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระเจ้าน้องนางเธอหรือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอที่มีพระชนกดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้า หรือพระองค์เจ้าต่างกรม ก็ดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้าแต่ประสูติ

                   ส่วนพระยศที่รองจากพระยศเจ้าฟ้า คือพระยศ พระองค์เจ้า
                   พระยศที่รองลงมาจากพระยศ พระองค์เจ้า คือ พระยศหม่อมเจ้า
                   สกุลยศรองจากหม่อมเจ้า เป็น หม่อมราชวงค์หม่อมราชวงศ์นี้เป็น ปนัดดา (หลาน) ของพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าจะนับการทางเชื้อสายที่สืบเนื่องจากพระเจ้าแผ่นดิน นับว่าไกลอยู่ปลายแถว ท่านจึงถือว่า มิใช่เจ้า คงเป็นผู้มีเชื้อสายสืบเนื่องในราชตระกูลเท่านั้น

                   การสถาปนาพระอิสริยยศเจ้านายในราชตระกูลนั้น นอกจากการสถาปนายกให้มีพระยศสูงขึ้นทางสกุลยศ คือ ยกหม่อมเจ้าขึ้นเป็นพระองค์เจ้า ยกพระองค์เจ้าขึ้นเป็นเจ้าฟ้า แต่มีการสถาปนาพระอิสริยยศอีกอย่างหนึ่ง คือ สถาปนาเจ้านายในราชตระกูล ตั้งแต่ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไปให้เป็นเจ้าต่างกรมคือให้มียศเป็นกรมหมื่น  กรมขุน  กรมหลวง  กรมพระ  และกรมพระยา
                   การสถาปนาเจ้านายขึ้นเป็นเจ้าต่างกรมนี้ กล่าวกันว่า แต่เดิมมิได้มีประสงค์จะตั้งเจ้านายให้ทรงศักดิ์เป็นขุน เป็นหลวงอะไรไม่  หากแต่เป็นการกำหนดดูให้เจ้านายพระองค์นั้น ทรงมีสิทธิที่จะตั้งข้าไทเลขที่อยู่ในสังกัดขึ้นเป็นกรม อย่างกรม กองในราชการ และสิทธิ์เจ้าพระองค์นั้น ตั้งมหาดเล็กในกรมของท่านขึ้นเป็นเจ้ากรม ปลัดกรม สมุห์บัญชี มีบรรดาศักติ์เป็นขุน หรือหลวง หรือพระ หรือพระยา ได้ตามที่พระเจ้าแผ่นดินจะทรงกำหนดให้ เพื่อเป็นเครื่องเชิดชูเกียรติของเจ้าพระองค์นั้น ส่วนพระองค์เจ้านั้นก็คงเป็นพระองค์เจ้าอยู่ตามเดิม
                   อย่างไรก็ตามในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ถือว่าการตั้งกรมเจ้านาย เป็นการสถาปนาพระยศเจ้านายมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 และในขณะเดียวกันก็ได้ทรงกำหนด ศักดินา ไว้ด้วย

ประเพณียศศักดิ์ของ ไทยมีมาแต่เมื่อใด และมีมูลเหตุมาจากไหนนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานพระอธิบายไว้ดังนี้ ประเพณียศศักดิ์ของไทยที่ใช้กันในสมัยรัตนโกสินทร์ มีอยู่ในกฎหมายเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยา ในส่วนที่เรียกว่า “ทำเนียบศักดินา” สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงตั้งขึ้น ได้เอายศอย่างไทยและเขมร ซึ่งมีอยู่แต่ก่อนมาประสมกัน ตั้งเป็นทำเนียบและเพิ่มขึ้นใหม่ในครั้งนั้นบ้าง ไม่ได้คิดขึ้นใหม่ทั้งหมด ข้อนี้มีที่สังเกตในศิลาจารึกครั้งสุโขทัยทั้งที่ปรากฏในหนังสือของไทย พวกอื่นที่ไม่ได้ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา คำที่ใช้เรียกมีทั้งภาษาไทยและภาษาเขมร เช่น ขุน หลวง หมื่น พัน เป็นคำภาษาไทยมาแต่เดิมอย่างหนึ่ง ครั้นไทยรุกอาณาเขตเขมรเมืองละโว้ ลงมาตั้งอาณาเขตสุโขทัยเป็นอิสระ แบบยศศักดิ์แบบที่เขมรใช้อยู่นั้น จึงเอายศอย่างไทยและเขมรระคนปนกันใช้เป็นแบบอย่างสืบมา ชื่อที่ใช้เป็นยศแบบเขมรมักใช้คำภาษาสันสกฤต แสดงว่าพวกเขมรได้แบบอย่างจากอินเดีย ซึ่งพวกพราหมณ์นำมาสอนให้อยู่ก่อนแล้ว ไทยรับใช้ต่อมา ส่วนยศอย่างไทยนั้นไทยนำลงมาจากเมืองเดิม แต่เดิมไทยเรียกยศเจ้าผู้ครองเมืองว่า ขุน แล้วจึงเรียกชื่อเช่น ขุนเจือง ขุนงำเมือง ต่อมาเกิดมียศ พ่อขุนเพิ่มขึ้น มีปรากฎในศิลาจารึกสูโขทัยหลักที่ 2 (ศาสตราจารย์เซเดสรวบรวม) ว่า เมืองเขมร ปกครองเมืองสุโขทัยที่เจ้าเมืองสหุโขทัย มีเจ้าเมืองขึ้นเป็นไทย 2 คน คนหนึ่งชื่อ พ่อขุนผาเมือง เป็นเจ้าเมืองฉอด พระเจ้ากรุงกัมพูชา สถาปนาให้เป็นเจ้าประเทศราชพระราชทานนามตามยศเขมรว่า “กมรเต็งอัญศรีอินทรบดินทราทิตย์” และพระราชทานพระราชธิดา ทรงพระนางว่า สิขรมหาเทวีให้เป็นพระชายา อีกคนหนึ่งชื่อ พ่อขุนบางกลางท่าว เจ้าเมืองบางยาง พ่อขุนทั้งสองนี้ช่วยกันตีเมืองสุโขทัย ได้จากเขมรแล้วพ่อขุนผาเมือง จึงอภิเษก พ่อขุนบางกลางท่าว ขึ้นครองเมืองสุโขทัยขนานนาม(เป็นเจ้า)เหมือนกันนามของตนว่า”กมรเต็งอัญศรีอินทรบดินทราทิตย์”เป็นครั้งแรกที่ปรากฏว่าไทยเอายศอย่างเขมรมาใช้ แต่ในศิลาจารึกของ พ่อขุนรามคำแหง  เรียกแต่ว่า “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” เห็นได้ยังชอบใช้ยศ”พ่อขุน” อย่างเก่าไม่ใช้ยศ “กมรเต็งอัญ” อย่างเขมร แต่เรียกชื่อตามแบบของเขมรว่า “ศรีอินทราทิตย์”

          ในศิลาจารึก พ่อขุนรามคำแหง มีปรากฏว่า ในสมัยที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ครองสุโขทัยนั้น ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด (ด่านแม่สอด) ยกกองทัพมาตีตาก ซึ่งเป็นอาณาเขตของสุโขทัย พ่อขุนศรีฯ ไปรบ แต่เสียทีพ่ายแพ้พ่อขุนสามชน ราชบุตรองค์หนึ่ง (ไม่ปรากฏนามเดิม) เข้าช่วยแก้ไขให้พ้นภัย จึงพระราชทานนามว่า”พระรามคำแหง” เป็นบำเหน็ดความชอบ พระ เป็นยศ และรามคำแหง เป็นนามที่ตั้งนี้น่าจะเป็นยศแบบเขมร ที่ไทยมาคุ้นเมื่อได้ครองเมืองสุโขทัย ตามที่ได้กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า แบบยศที่มีคำแสดงบรรดาศักดิ์อยู่ข้างหน้าและมีนามขนานซึ่งมักใช้ภาษาสันสกฤตอยู่ข้างหลัง ดังปรากฏอยู่ในทำเนียบยศศักดินาที่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงตั้งเป็นประเพณีที่มีมาแล้วครั้งแต่กรุงสุโขทัย ดังนี้จะเห็นได้ว่า ไทยมีระเบียบยศศักดิ์ของตนเองมาแต่เดิม ครั้นมาได้อาณาเขตละโว้ของเขมร รวมกันเป็นอาณาจักรสยาม ไทยจึงได้รับประเพณียศศักดิ์ของเขมร ประสมกับยศศักดิ์ของไทย ใช้เป็นแบบสำหรับบ้านเมืองสืบมา

 

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>