ก่อนที่จะกล่าวถึงที่มาของพระราชพิธีสมมงคล ควรย้อนกล่าวถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นมาก่อนดังนี้ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน พระชนมพรรษาเกิน ๖๐ พรรษา มีเพียง ๔ พระองค์ คือ
๑. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ พระชนมพรรษา ๗๓ พรรษา
๒. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระชนมพรรษา ๖๔ พรรษา
๓. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระชนมพรรษา ๖๕ พรรษา
๔. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน พระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา และจะเสด็จดำรงรัฐสีมาอาณาจักรยืนนานสืบไปโดยจำเนียรกาล
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่เสด็จผ่านพิภพยาวนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในกรุงศรีอยุธยา ตามที่ปรากฏในพงศาวดารว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา อยู่ในราชสมบัติยาวนานถึง ๔๐ ปี แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ในราชสมบัติยาวนานถึง [...]
คำว่า ณ เมรุสุสานหลวงพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส คงเคยได้ยินกันบ่อยๆ แต่ก็คงจะไม่ค่อยมีคนรู้กันมากนักว่า มีความเป็นมาอย่างไร จึงใคร่ขอเล่าไว้ ณ ที่นี้
นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นประเพณีของบ้านเมืองมาแต่โบราณ เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตย่อมต้องจัดสร้างพระเมรุมาศ เป็นที่ถวายพระเพลิงที่ท้องสนามหลวงเป็นพระเกียรติยศ นับเป็นธรรมเนียมมาแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นประเพณีที่ถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวงนั้น สำหรับพระเจ้าแผ่นดินและเจ้าฟ้า ส่วนพระศพเจ้านายก็ดี ขุนนางก็ดี มีพระราชประเพณีต้องนำออกไปพระราชทานเพลิงในวัดนอกกำแพงเมืองชั้นนอกในเมรุปูน ซึ่งกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงสร้างสถานปลงศพเป็นวัตถุถาวรถวาย เรียกสามัญ ว่า “เมรุปูน”
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า เมื่อแรกสร้างเมรุปูนขึ้นนั้น สำหรับพระศพเจ้านาย ที่มียศไม่สูงศักดิ์ถึงกับสร้างเมรุกลางเมือง ส่วนขุนนางจะเผาในเมรุปูนได้ก็ต่อเมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตพิเศษ ดังนั้นเมื่อต้องเผาศพขุนนางนอกกำแพงเมือง จึงต้องนำศพออกไปทางสำราญราษฎร์ออกประตูกำแพงเมืองที่เวลานั้นเรียก “ประตูผี” คือประตูที่นำศพออกไปฝัง หรือเผานอกกำแพงเมือง
ในรัชกาลที่ ๑ มีอหิวาต์ระบาด ผู้คนตายประมาณ ๓๐.๐๐๐ รายในเวลาครึ่งเดือน ต้องนำศพออกนอกกำแพงเมืองไปทิ้งในป่าช้า และศาลาดินวัดสระเกศ วัดสังเวช วัดปทุมคงคา [...]
ยานพาหนะที่พระราชทานเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศนั้น ได้แก่ เสลี่ยง แคร่กัญญา ได้มีการพระราชทานมาแต่โบราณ เสลี่ยงและแคร่กัญญามีลักษณะแตกต่างคือ เสลี่ยงเป็นคานหามเปิด ไม่มีหลังคา แคร่กัญญาหมายถึงคานหามประเภทมีหลังคา ขุนนางผู้ใหญ่บางตำแหน่งอาจได้รับพระราชทานทั้งเสลี่ยงและแคร่กัญญา
สำหรับหมวดเครื่องสูงและหมวดราชยานพาหนะ ซึ่งได้กล่าวแล้วว่ามิได้มีจัดแสดง ณ ศาลาเครื่องราชอิสริยยศฯ นั้น ท่านสามารถชมได้ ณ พิพิธภัณฑ์สาถนแห่งชาติ พระนคร
ศาลาเครื่องราชอิสริยยศฯ เปิดให้ชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ยกเว้นวันที่มีพระราชพิธี โดยจำหน่ายบัตรเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ จำหน่ายบัตรรวมกับสำนักพระราชวัง ๒๕๐ บาท คนไทยคนละ ๑๐ บาท สำหรับผู้สูงอายุชาวไทยงดเว้นค่าเข้าชม
1. พระเมรุทอง คือพระเมรุที่ปลูกเป็นรูปบุษบก สวมพระเบญจา จะทำด้วยดีบุกก็ดี ทำด้วยทองอังกฤษก็ดี ทำด้วยทองน้ำตะโกก็ดี หรือจะลงรักปิดทองคำเปลวก็ดี หรือจะหุ้มทองคำจริงก็ดี คงเรียก พระเมรุทอง ทั้งสิ้น
2. พระวิหารหลวง คือ พระวิหารใหญ่ที่ติดอยู่กับพระเจดีย์ หรือพระปรางค์จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินสร้างหรือใครสร้างก็ตาม เรียกว่า วิหารหลวง ทั้งสิ้น
3. วอประเวสวัง เป็นวอที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ดัดแปลงจากพระเสลี่ยงและแคร่กัญญา ซึ่งเป็นของที่ข้าราชการใช้ในขณะนั้น ให้เป็นพระวอขนาดน้อย หุ้มด้วยผ้าขี้ผึ้ง สำหรับทรงเข้าในพระบรมมหาราชวังในฤดูฝน จึงเป็นอย่างสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งทรงกรมทำตามอย่าง สำหรับเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในเวลาต่อมา
4. คำว่า “นาฬิกา” ดอกเตอร์แลงกาต์ พบใช้ในกฎหมายเก่าว่า “กะลาลอย” เครื่องกำหนดเวลาของไทย เดิมเรียกเป็นภาษาไทยตามวัตถุที่ใช้ว่า “กะลาลอย” มาเปลี่ยนเป็นคำภาษาสันสกฤตว่า “นาฬิกา” แต่ก็มีความหมายว่า กะลา เหมือนกัน ครั้นได้เครื่องกลอย่างฝรั่งกำหนดเวลาเข้ามาก็เอาชื่อเครื่องใช้ที่อยู่ก่อนมาเรียก “นาฬิกา” คำว่าชั่วโมง เดิมเรียกว่า “ล่ม” คือ [...]
วัฒนธรรมไทย หรือประเพณีไทยซึ่งคนไทยส่วนรวมต่างก็ถือว่าเป็นเจ้าของ และได้ชื่อว่ามีเอกลักษณ์ให้เห็นประจักษ์ว่าเป็นคนไทย มีความกลมเกลียวและเป็นปึกแผ่น เกิดเป็นประเทศชาติขึ้น เพราะมีวัฒนธรรมหรือประเพณี ประเพณีนี้ย่อมมีบ่อเกิดโดยอุปมาเหมือนน้ำในแม่น้ำหลายกระแสธารไหลมารวม เป็นสายเดียวกันด้วยการนำเอาวัฒนธรรมหรือประเพณีของชนชาติต่าง ๆ มาปรับปรุงให้เข้ากันได้ดีกับจิตใจของคนไทย แล้วเอามาประกอบรวมกับของเดิมของไทย ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ประเพณี คือ นิสัยสังคมหรือความประพฤติของสังคมที่กระทำซ้ำ ๆ อยู่บ่อย ๆ จนเกิดความเคยชิน ประเพณี อาจแบ่งได้เป็น ๓ ประเภท คือ จารีต ประเพณี ขนบประเพณี และธรรมเนียมประเพณี
จารีตประเพณี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม ซึ่งคนในสังคมถือว่าเป็นสิ่งมีค่าแก่ส่วนรวมถ้าใครฝ่าฝืนหรืองดเว้นไม่ทำตามประเพณี ก็ถือว่าเป็นผิดเป็นชั่ว ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของส่วนรวม ประเพณีปรัมปราคือประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน ถือเป็นประเพณีเดิมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของสังคม คนในสังคมถือว่าประเพณีปรัมปรามีค่าสูง ไม่ย่อมให้ใครฝ่าฝืนหรือออกนอกรีตนอกกรอบ ด้วยมีความเชื่อว่าเมื่อไปฝ่าฝืนหรือล้มเลิกจะมีเหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย เกิดความทุกข์ร้อน
ขนบประเพณี คือ ประเพณีที่วางระเบียบแบบแผนไว้โดยตรงหรือโดยปริยาย คือรู้กันเอง
ธรรมเนียมประเพณี คือ การวางระเบียบแบบแผนไว้เป็นรูปธรรม เช่น พิธีกรรมในการเกิด การตายการบวช [...]
ความเห็นล่าสุด
เรื่องล่าสุด
พฤษภาคม 2013 จ อ พ พฤ ศ ส อา « ก.ย. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 ป้ายกำกับ





